นิตยสาร MODERN MOM

ปีที่ 14 ฉบับที่ 163 May 2009

ดูฉบับทั้งหมด

ข้อความบนปก

ปีที่ 14 ฉบับที่ 163 พฤษภาคม 2552

รายละเอียด

ประเภท : นิตยสารแม่และเด็กรายเดือน

ราคาบนปก : 75 บาท

ISSN : -

บริษัท : บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด

เว็บไซต์ : www.modernmommag.com

อีเมล : webmaster@momypedia.com

วางแผง : 1 พฤษภาคม 2552

ไม่มีการจำหน่ายนิตยสาร (เล่มกระดาษ) บนเว็บไซต์แล้ว
มีเฉพาะฉบับดิจิตอล (e-magazine) ที่อ่านผ่าน App Ookbee เท่านั้น

สั่งซื้อนิตยสาร MODERN MOM ปีที่ 14 ฉบับที่ 163 พฤษภาคม 2552 ฉบับดิจิตอล (Digital Version) กับ Ookbee

ซื้อเลย
ตัวอย่างเนื้อหา

Editor's talk

Modern Mom นิตยสารเลี้ยงลูกยอดนิยมของแม่ยุคใหม่ เพื่อความสมดุลของชีวิต เปิดแนวคิดใหม่ “Be Easy Be Modern Mom เลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องยาก” แนะแนวทางเลี้ยงลูกแบบเข้าใจง่ายให้กับคุณแม่มือใหม่ อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการของคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการจัดสมดุลชีวิต (Well Balanced) โดยยังให้ความสำคัญกับลูกเป็นหลัก แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเอง การงาน และครอบครัวเป็นอย่างดี พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลที่หลากหลาย ใช้งานง่าย ผสานข้อมูลทางวิชาการกับประสบการณ์จริง เพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องง่าย... ปีที่ 14 ฉบับที่ 163 พฤษภาคม 2552 ปก : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ Website : www.momypedia.com E-mail : mmm@raklukegroup.comEditor's talkสวัสดีค่ะ คุณแม่Modern Mom ที่รักทุกท่าน ในวโรกาสอันเป็นมงคลที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เจริญพระชันษาครบ 4 ปี ในวันที่ 29 เดือนเมษายน ศกนี้ นิตยสารModern Mom ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชานุญาตให้ฉายพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯและพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ณ วังศุโขทัย พร้อมกันนี้เสด็จพระองค์หญิงฯทรงประทานบทสัมภาษณ์ถึงพระนิสัยและพัฒนาการของเจ้าชายพระองค์น้อย รวมถึงการปรับพระองค์เอง เพื่อให้สอดคล้องกับการอภิบาลพระโอรสในช่วงชันษานี้ ภายใต้พระปณิธานที่มีพระประสงค์จะทรงให้เวลาใกล้ชิดกับพระโอรสมากที่สุด ควบคู่ไปกับพระภารกิจที่ต้องบริหารจัดการทุกด้านให้เป็นไปอย่างสมดุล จึงนับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงประทานแนวคิดการเป็นแม่ยุคใหม่แก่ผู้อ่านทุกท่าน ขอถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สรัญญา โภคาลัย

เรื่องเด่นประจำฉบับ

Happy Time Happy Together พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ประทานบทสัมภาษณ์
•Be Easy Be Modern Mom Count Down to Work เตรียมพร้อมเจ้าตัวเล็ก ก่อนกลับไปเป็น working mom• เตรียมลูก ... วิธีฝึกลูกน้อยพร้อมกิน นอน และปรับตัวเมื่อแม่ไม่อยู่ • เตรียมพี่เลี้ยง ... แนะวิธีเฟ้นหา ฝึกฝน คนสำคัญดูแลลูก • เตรียมตัวเอง ... รวมเทคนิคเตรียมตัวเรื่องงานและเรื่องดูแลลูกให้ลงตัว •ดูแลดวงตา หน้าต่างพัฒนาการรู้จักพัฒนาการของการมองเห็น พร้อมแนะวิธีส่งเสริมที่เหมาะสม •เมนูผักผลไม้ บำรุงสายตา3 เมนูมากวิตามินเอ เบตาแคโรทีน วิตามินซี เพื่อดวงตาแข็งแรงของเบบี๋ •ท่อน้ำตาตันคุณหมอจะมาบอกที่มาและวิธีนวดหัวตาเพื่อคลายปัญหาภาค My Toddler & Kid•ลงโทษลูกตามวัยแนะวิธีการลงโทษที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของลูก •เรื่องเล่าครอบครัวเข้มแข็งไอติม อิ่มรัก •Special Caseเรื่องจริงของคุณแม่ที่ลูกสาวแพ้อาหาร 32 ชนิด!!! •Single Mom เลี้ยงลูกอย่างไม่ให้มีปม (ด้อย) ภาค My Belly •ผ่าคลอด เสี่ยงลูกติดเชื้อและภูมิแพ้ คุณหมอจะมาอัพเดตงานวิจัยล่าสุดที่พบว่า การที่แม่ผ่าคลอดนั้นเพิ่มความเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพของลูกได้ •เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ? พบกับแบบทดสอบความเสี่ยง และรู้จัก 3 ปัจจัยที่ทำคลอดก่อนกำหนด •5 ความเชื่อ (เรื่องกิน) ของแม่ท้องห้ามกินเผ็ด ต้องกินน้ำมะพร้าว ฯลฯ ความเชื่อเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็น •กลิ่นบำบัด สำหรับแม่ท้องอโรมาเธอราปี แบบไหนแม่ท้องควรเลือกและควรเลี่ยง พบคำตอบได้ •ตรวจ (ร่างกาย) หลังคลอดแนะการเตรียมตัวและจุดที่ต้องสังเกตตัวเองก่อนไปพบหมอสูติฯ •ฟื้นฟูกายใจ หลังแท้งดูแลอย่างไรเพื่อให้แม่ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดี

‘เตรียมพ่อแม่’....พาลูกไปหาหมอ

สุขภาพอันแข็งแรงของลูกย่อมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ปรารถนา แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องไปพบหมอ คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง.... เพราะจะว่าไปแล้วคุณพ่อคุณแม่นี้เองที่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้อาการเจ็บไข้ของลูกหายเร็วขึ้น พ.ญ.ดุษฎี อัครเมธาทิพย์ กุมารแพทย์ หน่วยพัฒนาการเด็ก วชิรพยาบาล นำประสบการณ์ที่ได้พบกับคุณพ่อคุณแม่หลากหลายรูปแบบมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมคำแนะนำ การปฏิบัติในการพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวเล็กของคุณค่ะ * * * * * * *“จำไมได้แล้วค่ะว่าป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นไข้ก็รีบพามาหมอนี่ล่ะค่ะ” Doctor Advice: การตอบคำถามถึงอาการลูกนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตอบให้ตรงประเด็นและกระชับที่สุด ไม่วกไปวนมาหรือแบบชักแม่น้ำ ซึ่งการตอบให้ตรงคำถามนั้นมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการป่วยของลูก เคยเจอกรณีถามไปว่า “ลูกไม่สบายตั้งแต่เมื่อไหร่” “โห เป็นมานานแล้วค่ะคุณหมอ กินยาแล้วยังไม่หายเลยค่ะ” อันนี้หมอก็เลยไม่รู้ว่า นานของแม่นี่เป็นมากี่วันหรือกี่ชั่วโมงกันแน่ ควรตอบแค่ว่า “เป็นมาสองวัน” หรือ “เป็นมาตั้งแต่เสาร์ที่แล้วค่ะ” โดยส่วนมากคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกว่า มีข้อมูลอยากจะเล่าและไม่รู้ว่าข้อมูลนี้สำคัญหรือเปล่า ถ้าไม่เล่าเดี๋ยวลูกจะถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถเล่าได้นะคะแต่ควรเล่าให้กระชับ ถ้าคุณหมอเห็นว่าสำคัญก็จะซักถามต่อเอง“อย่าร้อง เงียบ เงียบเดี๋ยวนี้นะ!! เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเสียเลย” Doctor Advice: กรณีที่ลูกร้องจ้าตั้งแต่หน้าประตูห้องตรวจ คุณพ่อคุณแม่มักจะกระสับกระส่ายด้วยความกังวลและเกรงใจคุณหมอ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต้องเกรงใจค่ะ คุณหมอเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจถึงการร้องไห้ของเด็กคุณพ่อคุณแม่ควรอุ้มหรือกอดลูกไว้ แล้วอยู่ในอาการที่สงบนิ่ง เพราะยิ่งกระสับกระส่ายเด็กก็จะรู้สึกถึงความกังวลใจและรู้สึกไม่มั่นคงและยิ่งทำให้ร้องไห้หนักขึ้น แต่หากลูกร้องไห้ไม่ยอมให้ตรวจอาจจะให้คุณพ่ออุ้มลูกออกนอกห้องตรวจก่อน เพื่อให้คุณแม่ฟังคำอธิบายอาการและวิธีการดูแลลูกที่บ้านอย่างละเอียด “ฮัลโหล...ว่าไงคะ อ๋อเรื่องที่ประชุมเมื่อวานเหรอคะ เป็นอย่างนี้ค่ะ....” Doctor Advice: อันนี้ไม่ควรทำอย่างมาก ควรปิดโทรศัพท์ให้เรียบร้อยก่อนเข้าห้องตรวจนะคะ เพราะในขณะที่กำลังมีสมาธิในการฟังคำอธิบายของคุณหมออยู่ ถ้าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น การสนทนาก็จะขาดตอนทันที ทำให้ตัวคุณพ่อคุณแม่เองขาดสมาธิ แล้วการรับข้อมูลจากคุณหมออาจจะไม่ครบถ้วนไม่ต่อเนื่องได้ “ขอยาแก้เจ็บคอ แก้หวัด แล้วก็ยาลดไข้ด้วยนะคะคุณหมอ” Doctor Advice: ในคนไข้ที่มาโรงพยาบาลบ่อยๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลมากเกินไปบางคน หมอยังตรวจไม่ทันเสร็จก็มักจะสั่งให้หมอสั่งยาที่ต้องการให้ เช่น พาลูกมีอาการไอ เจ็บคอมาตรวจ ก็มักจะขอยาแก้อักเสบให้ลูก คุณหมอหลายท่านก็อาจจะสั่งให้เพื่อตัดความรำคาญ เพราะถ้าไม่สั่งให้ก็มักไม่ยอมและเสียเวลาคุยกันยาว กรณีนอกจากจะทำให้ลูกได้รับยาเกินความจำเป็นแล้ว หากเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบก็จะทำให้ดื้อยาได้ด้วย แล้วโดยส่วนมากคุณหมอก็มักจะไม่อยากตรวจคนไข้ลักษณะเช่นนี้อีก ข้อแนะนำคือ คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นๆ ให้คุณหมอได้ตรวจอาการลูกก่อน แล้วค่อยขอความเห็นคุณหมอว่า ให้ยาแก้อักเสบกินได้หรือไม่ จะดีกับสุขภาพของลูกที่สุดค่ะ “ลูกผมก็มีอาการอย่างที่เห็น คุณหมอจะรักษาวิธีไหน” Doctor Advice: มีคุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับคุณหมอบางคน ทำให้เวลาที่ต้องพาลูกมาพบหมอก็จะสร้างกำแพงให้ตัวเองไว้ก่อน บางท่านอาจจะแสดงท่าทีชัดเจนทั้งยืนกอดอก ไม่ยอมนั่งเก้าอี้ ถามคำตอบคำ ตอบคำถามห้วนๆ พออธิบายอะไรไปก็มักจะไม่ค่อยสนใจฟังทำหน้าเซ็งๆ ซึ่งต้องบอกว่าการรักษาที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้นต้องได้รับการร่วมมืออย่างดีจากคุณพ่อคุณแม่ หากสร้างกำแพงมาก่อนไม่ว่าหมออธิบายอย่างไรก็จะไม่เชื่ออยู่ดี เป็นการทำให้เสียเวลาในการมาตรวจ ผลเสียก็จะกลับมาที่ลูกโดยไม่รู้ตัว คุณหมอที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี แต่ส่วนใหญ่คุณหมอทุกท่านมีเจตนาอยากให้ผู้ป่วยหายจากโรคทุกคน ดังนั้นอย่าสร้างกำแพงกับคุณหมอคนใหม่ เพราะจะทำให้การรักษาของลูกไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ค่ะ คราวนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ทราบแล้วนะคะ ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ควรเลี่ยงขณะมาพบคุณหมอ ทราบแล้วเปลี่ยน... เพราะสุดท้ายการร่วมมือกันทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณหมอจะช่วยให้ลูกมีอาการดีขึ้นในเร็ววัน แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด รักษาสุขภาพให้แข็งแรงไว้จะเป็นดีที่สุด ขอให้เด็กๆทุกคนสุขภาพแข็งแรงนะคะ#Advise from Doctor: เตรียมตัวก่อนพบคุณหมอ + สังเกตและหรืออาจบันทึกอาการป่วยของลูก ตั้งแต่ลักษณะการป่วย สีน้ำมูก สีอุจจาระ จำนวนการขับถ่าย จำนวนการกินนม ไข้ขึ้นสูงบ่อยไหม และมีอาการมาแล้วกี่วัน ก่อนหน้านี้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง และนำสมุดสุขภาพ สมุดฉีดวัคซีนของลูกติดมาด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการทำให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้น + หากมีคนดูแลเด็กมากว่า 1คน ควรเข้ามารับฟังวิธีการดูแลลูกที่บ้านพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะพี่เลี้ยงเด็กหรือคุณย่าคุณยายที่เป็นคนดูแลหลาน + ใช้เวลาที่ได้พบคุณหมออย่างคุ้มค่า สอบถามรายละเอียดของโรคและวิธีการดูแลอย่างละเอียด เพราะความเข้าใจที่ถูกต้องนำมาซึ่งการดูแลที่ถูกต้องด้วยค่ะ โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการตรวจและซักถามถึงรายละเอียด

5 ความเชื่อ (เรื่องกิน) ของแม่ท้อง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น มีใครมาบอกว่าทำอย่างนี้อย่างนั้นแล้วดีกับลูก ก็พร้อมใจจะยอมทำอยู่แล้วใช่ไหมค่ะ ยิ่งเรื่องอาหารการกิน กินนี่แล้วดี กินแล้วลูกสูง ลูกฉลาด ลูกคลอดง่าย เป็นพร้อมทำ แต่ความเชื่อบางอย่างก็เข้าใจไม่ถูกไปทั้งหมด อย่างนั้นมาลองเช็กดูกันหน่อยว่าเรื่องที่เชื่อกันนั้นความจริงนั้นเป็นอย่างไร ความเชื่อ : กินเผ็ดแล้ว ลูกจะผมน้อยความจริง : ผมของลูกมากหรือน้อยนั้น เป็นไปตามกรรมพันธุ์ของแต่ละคนค่ะ ส่วนความเชื่อเรื่องห้ามของการกินเผ็ดนั้น คงเป็นเพราะกลัวคุณแม่จะปวดท้อง ถ่ายลำบาก หรือไม่ก็ท้องเสีย เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่เองมากกว่า เพราะในช่วงตั้งครรภ์ระบบย่อยอาหารจะผิดไปจากเดิม เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป อาจจะมีปัญหาในการย่อยอาหาร หรือการขับถ่าย ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย ดังนั้นระหว่างนี้คุณแม่จึงควรเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดจะได้ไม่มีปัญหาสุขภาพค่ะความเชื่อ : ดื่มน้ำมะพร้าวมากๆ จะช่วยให้ลูกผิวสวยและช่วยล้างไขตามตัวความจริง : จริงๆ แล้วการมีไขที่ติดตามตัวเด็กจะทำให้เด็กคลอดง่าย เพราะเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นเคลือบตัวเด็กขณะผ่านช่องคลอดออกมา เจ้าไขตัวนี้สร้างขึ้นมาจากเซลล์ผิวหนังของเด็กและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้นไขก็จะมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้หลังคลอดใหม่ๆ ไขที่คลุมตัวเด็กจะช่วยคุมอุณหภูมิของลูกไม่ให้ต่ำเกินไปได้ด้วย คุณหมอจึงมั ก ปล่อยเด็กโดยให้ไขติดอยู่อีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะล้างทิ้งเมื่อแน่ใจว่าเด็กคุมอุณหภูมิตัวเองได้แล้ว การรีบล้างไขออกโดยเร็วอาจทำให้ลูกตัวเย็นผิดปกติ และเป็นอันตรายได้ ส่วนน้ำมะพร้าวนั้น มีน้ำตาลและกรดไขมันอิ่มตัวเพียบ กินเข้าไปมากๆ จะทำให้ ลูกตัวโตแต่ไม่แข็งแรง และแม่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดหลอดเลือดได้สูงขึ้น ดังนั้นถ้าน้ำ หนักตัวขึ้นมากอยู่แล้วงดได้ก็งดเสียนะคะความเชื่อ : ห้ามกินผักที่เป็นเครือเถา เพราะจะทำให้คลอดยากความจริง : อันนี้เป็นความเชื่อโบร่ำโบราณ ที่ว่าพืชลักษณะนี้มีเส้นสายยึดรัดทำให้เด็กคลอด ยาก แต่จริงๆ แล้วสำหรับแม่ท้องไม่มีการจำกัดอาหารผักเลยค่ะ โดยเฉพาะพวกผักใบเขียวต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ และฟักทอง ถ้ากินได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้วิตามันที่สำคัญต่อการเติบโตของเยื่อบุตาและต่อการทำงานของตาของลูกความเชื่อ : ห้ามดื่มชา กาแฟ เพราะอาจแท้งได้ความจริง : มีการศึกษาวิจัยการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนของแม่ท้องกว่า 1,063 คน พบว่า แม่ท้องที่บริโภคปริมาณคาเฟอีนเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณกาแฟ 2 ถ้วยต่อวัน) อาจส่งผลให้เกิดการแท้งบุตรได้มากถึงร้อยละ 25 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะห้ามดื่มเลย แต่ก็ต้องมีลิมิตไม่เกิน 1 แก้วต่อสัก 2-3 วัน อาจจะจิบๆ พอหายอยาก หรือเปลี่ยนจากกาแฟที่มีคาเฟอีนมาเป็นไม่มีคาเฟอีน เพราะแม่ท้องต้องการการพักผ่อน พอดื่มชา กาแฟมากเกินไปก็ทำให้นอนไม่หลับ เกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือบางคนอาจเกิดท้องผูก ซึ่งจะมีผลกับสุขภาพของตัวคุณแม่ และส่งผลถึงต่อการเติบโตและพัฒนาการของลูกในท้องได้ค่ะ แต่พอไม่หลีกเลี่ยงชา กาแฟ แล้ว คุณแม่ก็อย่าเผลอไปดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่อาจมีคาเฟอีนผสมอยู่แทนนะคะ ความเชื่อ : กินน้ำมันปลาเม็ด จะทำให้เลือดแข็งตัวช้า ความจริง : น้ำมันปลา หรือ Fish oil นี้ ไม่เหมือนกับน้ำมันตับปลานะคะ แต่เป็นไขมันของ ปลาซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จําเป็นต่อร่างกาย คือ กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 ที่เป็นส่วนประกอบสําคัญของเซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกาย รวมทั้งสมองเม็ดเลือดชนิดต่างๆ และการสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย และช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูกที่แม่ท้องมักพบเจอได้ด้วย แต่แม่ท้องก็ไม่ควรกินน้ำมันปลาชนิดเม็ดหรือแคปซูลมากเกินไป และหันมากินน้ำมันปลา ที่มีอยู่ในปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลากะพงแดง และยังพบได้ในกุ้งและปูทะเลอีกด้วย รวมถึงธัญพืชต่างๆ อย่าง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วอัลมอลต์ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น เพราะในอาหารจะมีความสมดุลของกรดไขมันต่างๆ อย่างพอเหมาะ และราคาถูกกว่าด้วย นอกจากนี้คุณแม่ท้องควรหยุดกินอาหารเสริมน้ำมันปลาที่เป็นเม็ดหรือแคปซูล เมื่อตั้งครรภ์ 6-7 เดือน เพราะน้ำมันปลา จะทําให้เกล็ดเลือดจับตัวกันลดลง ซึ่งแม้จะช่วยไม่ให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือด แต่อาจทําให้เลือดแข็งตัวช้าเมื่อเกิดบาดแผลหรือผ่าตัด หลังจากได้รู้ความจริงของความเชื่อในเรื่องอาหารการกินที่นำมาฝากกันแล้ว ต่อไปคุณแม่คงเข้าใจและเลือกกินอาหารได้อย่างสบายใจ เพื่อความปลอดภัยกับทั้งตัวคุณแม่และเจ้าตัวเล็กในท้องนั่นเองค่ะ ติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน นิตยสาร Modern Mom ฉบับที่ 163 พฤษภาคม 2552 : ปก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

ตัวอย่างพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

นิตยสาร MODERN MOM

ดูฉบับทั้งหมด


บุคคล

#กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม (เจเจ)#กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา#กันต์ กันตถาวร#ชลิตา ส่วนเสน่ห์ (น้ำตาล)#ณภัทร เสียงสมบุญ (นาย)#ณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่)#อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ญาญ่า)#มาริโอ้ เมาเร่อ (โอ้)#จรินทร์พร จุนเกียรติ (เต้ย)#พาขวัญ สหวงษ์ (มะลิ)#อารยา เอ ฮาร์เก็ต (ชมพู่)#พัชราภา ไชยเชื้อ (อั้ม)#ตรีชฎา มาลยาภรณ์ (ปอย)#ดาวิกา โฮร์เน่ (ใหม่)#ปริญ สุภารัตน์ (หมาก)#คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ (คิม)#เจษฎาภรณ์ ผลดี (ติ๊ก)#จิรายุ ตั้งศรีสุข (เจมส์จิ)#ศุกลวัฒน์ คณารศ (เวียร์)#ราณี แคมเปน (เบลล่า)#ณัฐ ศักดาทร (นัท AF4)#ปราชญา เรืองโรจน์ (สิงโต)#พีรวัส แสงโพธิรัตน์ (คริส)#ลลนา ก้องธรนินทร์ (เจี๊ยบ)#ภูภูมิ พงศ์ภาณุ (เคน)