นิตยสาร AT OFFICE

ปีที่ 5 ฉบับที่ 49 February 2008

ดูฉบับทั้งหมด

ข้อความบนปก

ปีที่ 5 ฉบับที่ 49 กุมภาพันธ์ 2551

คู่รัก คู่ทำงาน วสุ-อิสสริยา วิรัชศิลป์ The Secret Disclosure ความรักของบอย พิษณุ นิ่มสกุล อำลาความพลัดพราก (ตอนอวสาน) Scoop Love Definition Erotist รักเผื่อเลือก 4th Aniversary ฉบับครบรอบปีที่ 4 ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ร่วมชิงรางวัลมากมายภายในเล่ม

รายละเอียด

ประเภท : นิตยสารธุรกิจ ตลาดและลงทุนรายเดือน

ราคาบนปก : แจกฟรี

ISSN : -

บริษัท : บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน)

เว็บไซต์ : www.atofficemag.com

อีเมล : contact@atofficemag.com

วางแผง : 1 มกราคม 2543

ไม่มีการจำหน่ายนิตยสาร (เล่มกระดาษ) บนเว็บไซต์แล้ว
มีเฉพาะฉบับดิจิตอล (e-magazine) ที่อ่านผ่าน App Ookbee เท่านั้น

สั่งซื้อนิตยสาร AT OFFICE ปีที่ 5 ฉบับที่ 49 กุมภาพันธ์ 2551 ฉบับดิจิตอล (Digital Version) กับ Ookbee

ซื้อเลย
ตัวอย่างเนื้อหา

“ค้น” คนค้นคน ความฝัน ความเชื่อและตัวตน ของ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

คนเราทุกคนมีความฝัน อยากจะทำอะไรตามที่ใจตนเองต้องการ แต่การที่จะไปถึงฝั่งฝันนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรบ้าง ทั้งความเชื่อ ความเป็นจริง และสิ่งที่เป็นอยู่ เป็นตัวประกอบสำคัญของความฝัน บางครั้งความฝันอยากที่จะทำโน่น ทำนี่ เป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับใครบางคน แต่ความฝันก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าคนคนนั้นมีความมุ่งมั่น พยายาม ในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ
เหมือนกับคนคนนี้ “สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” ด้วยประสบการณ์และความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมั่น ทำให้คนคนนี้สามารถเป็น “คนค้นคน” ดั่งที่ใจต้องการจุดเริ่มต้นคนทำสารคดี “สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ”คุณสุทธิพงษ์ เล่าว่า หลังเหตุการณ์วิกฤติฟองสบู่ ผมได้ลาออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่คือ เจเอสแอล แล้วก็คิดว่าจะเริ่มต้นทำงานแบบที่ตัวเองสามารถกำหนดกติกา หรือเงื่อนไขของตนเองได้เสียที เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาของการทำงานมันเหมือนกับอยู่ในระบบ ไม่สามารถที่จะทำตามความเชื่อของตัวเองได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นพอออกมาแล้ว ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำงานตามความเชื่อของตัวเอง ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปทำตอนไหน ก็เลยคิดว่าจะต้องทำรายการที่ตัวเองชอบเป็นอันดับแรก นี่คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาสู่การทำรายการสารคดีของคุณสุทธิพงษ์ และสิ่งที่ตามมากับความเชื่อ และความอยากที่จะทำงานในแนวทางของตัวเองนั้น เป็นแรงผลักดันให้คุณสุทธิพงษ์ได้สร้างสรรค์งานคุณภาพ และสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผลิตรายการในรูปแบบสารคดีมีที่มาจาก 2 ส่วนหลัก ๆ คุณสุทธิพงษ์ เล่าว่า อย่างแรก มาจากความถนัด คือตลอดในช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมาได้ทำงานที่เกี่ยวกับคนมาเป็นส่วนใหญ่ และก็มีความสนใจในเรื่องมนุษย์ เรื่องของพฤติกรรม เรื่องของการให้เหตุผลกับชีวิต ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือ ตัวเงื่อนไขของการทำธุรกิจโทรทัศน์ที่ทำให้เราจำเป็นต้องเลือกรูปแบบสารคดี เพราะสารคดีมันมีคู่แข่งน้อย และสารคดีไม่ต้องลงทุนเยอะ มันใช้ตัวเองเป็นทุน กรรมวิธี เครื่องไม้เครื่องมือไม่ซับซ้อน และสารคดีไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นเยอะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คนค้นคน จากความเชื่อ นำไปสู่การสร้างสรรค์สารคดีแห่งชีวิต คุณสุทธิพงษ์ บอกว่า การที่เลือกทำรายการสารคดีที่สะท้อนชีวิต และสภาพความเป็นจริงของคน เพราะ1.รายการโทรทัศน์ที่มีจุดหมายปลายทางในลักษณะนี้ไม่ค่อยมี 2. ในห้วงเวลานั้น คิดว่าในสังคมไทยเป็นสังคมที่แตกแยก มีความขัดแย้งกัน และไม่ค่อยมีสันติสุขเท่าไหร่ ซึ่งส่วนหนึ่งผมก็ตีขรุมเอาเองว่ามันมาจากที่คนเราขาดความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต ขาดการเคารพซึ่งกันและกัน โดยที่เอาตนเองเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะทำงานที่จุดประกายหรือกระตุ้นให้คนได้มองเห็นมุมอื่น หรือคิดแบบอื่น มองจากฐานทิศอื่น ใช้คนด้วยกันเป็นแบบเรียนในเรื่องเหล่านี้ โดยที่ให้คนได้ย้อนดูตัวเองว่าควรจะทำอย่างไร ดูรายการและย้อนไปดูชีวิต ดูความคิดของตัวเองได้ หัวใจของการทำรายการสารคดีงานของทีวีบูรพา อันดับแรกเลยคือ ไม่ไปซ้ำเติม หรือเป็นยาพิษให้กับสังคมหรือผู้ชม แต่ว่ามากกว่านั้นคือ เราต้องการทำงานที่มันมีส่วนในการสร้างสรรค์ หรือจรรโลงสังคม นี่คือตัวนโยบาย หรือความตั้งใจ เพราะฉะนั้นงานที่เราทำออกไปทุกชิ้น คือสิ่งที่สร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่เข้าไปช่วยในการจรรโลงสังคม นอกเหนือจากนี้แล้วทัศนคติในการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนโดยตรง ได้ทำให้วิธีการมองคนจะมองด้วยมุมมอง หรือทัศนคติอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้มองว่าคนนี้เก่ง แต่คนทุกคนมีทั้งข้อดีข้อด้อย มีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน มีทั้งด้านมืดด้านสว่าง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของคน และสถานการณ์กับห้วงเวลาว่าคนคนนั้นสามารถทำในสิ่งที่เผชิญ และแก้ไขได้ดีแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญของการทำงาน เมื่อใดที่เราประสบกับปัญหา อันดับแรกเลยคือต้องตั้งสติ จิตจะต้องไม่ตกไปกับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วทุกอย่างผมเชื่อว่ามันต้องมีทางออกเสมอ ปัญหามันมีไว้ให้แก้ มันเป็นเรื่องธรรมดา ของการทำงาน และหลังจากนั้นต้องมาไตร่ตรอง อย่าคิด ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ หรือทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือหงุดหงิดกับมัน เพียงแค่ใช้สติในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างก็ย่อมมีทางออกเสมอทัศนคติกับคำว่า “มือหนึ่ง” ในการทำสารคดี ตัวผมเองในการทำงาน ตลอดเวลาเราไม่ได้มานั่งคิด ไม่ได้มาใส่ใจกับเรื่องของการจัดอันดับ หรือสังคมจะให้ค่าเราอย่างไร คนทำงานสิ่งที่สำคัญก็คือ อยู่กับการทำงาน อยู่กับความเป็นจริงของการทำงาน เพียงแต่ว่าผมอาจจะบังเอิญและโชคดีกว่าคนอื่นที่ทำแล้วอยู่รอด และได้รับการยอมรับ ทำแล้วมีคนเห็นคุณค่า แต่สิ่งนั้นไม่ได้หมายความว่าเราเก่งแล้ว หรือว่าไม่มีคนเก่งกว่าเรา คนเก่ง ๆ ยังมีอีกเยอะ และคนที่เป็นตัวจริงกว่า ผมยังมี ผมคิดว่าถ้าพูดกันถึงเรื่องความสามารถ หรือการเป็นตัวจริงของการทำสารคดี ผมยังไม่ใช่ ผมเป็นคนที่มาทีหลัง เพียงแต่ผมบังเอิญ หรือมันอาจจะเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาสที่ทำให้มันเกิดอย่างที่มันเป็นอยู่ เหมือนนักร้องที่ดัง ไม่ได้หมายความว่าเก่ง วงดนตรีที่เล่นเก่ง อาจจะอยู่แค่ในบาร์เล็ก ๆ ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้งานคุณภาพ อยู่ที่ความตั้งใจงานโทรทัศน์ในทัศนคติของผม มันไม่มีงานชิ้นไหนที่ดีที่สุด หรือสมบูรณ์แบบที่สุด แต่มันเป็นการบริหารจัดการภายใต้เงื่อนไข หรือเหตุปัจจัยที่จำกัด เช่นสมมติว่าคุณมีเวลา 1 อาทิตย์ อาทิตย์หน้าเวลาเดิมคุณจะทำได้แค่ไหน จะดีไม่ดีคุณไม่มีข้ออ้าง เพราะคุณต้องเอาออกอากาศแล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างสำหรับการทำรายการโทรทัศน์ มันคือการทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ห้อมล้อมเราอยู่ และเป็นข้อจำกัดที่เราจะต้องแสดงความสามารถ และศักยภาพของการทำงานของเราให้ดีที่สุด นั่นหมายถึงต้องมีความตั้งใจ และรับผิดชอบ โดยอาศัยพื้นฐานความเป็นจริงในวิธีคิดของธุรกิจโทรทัศน์ และจุดยืนของเรา งาน คือส่วนหนึ่งของชีวิตงานคือ ความเป็นจริงด้านหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ความเป็นจริงทั้งหมด ความเป็นจริงทั้งหมดของชีวิตคนเรามันเชื่อมโยงกับหลายสิ่งหลายอย่างอีกเยอะ ยกตัวอย่าง คุณพ่อคุณแม่ ก็เป็นความเป็นจริงของผมอีกอย่างในชีวิต ความเชื่อผมก็เป็นความเป็นจริงอันหนึ่งในชีวิต ความอยากเที่ยว อยากเดินทาง กิเลสของตัวเอง สารพัดชนิด ก็เป็นความจริงด้วยในชีวิต เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นความเป็นจริงที่มันกำหนดความเป็นอยู่ของชีวิตเรา ฝากถึงคนที่มีความฝันในงานด้านนี้ประการแรกคือ ผมสนับสนุน และคิดว่าคลื่นลูกใหม่ต้องไล่หลังคลื่นลูกเก่า แต่บางครั้งความฝันอย่างเดียวมันไม่พอ โดยเฉพาะความฝันที่อยากตอบสนองความอยากหรือกิเลสของตัวเอง โดยที่เรื่องอื่นไม่สนใจ ความฝันมันต้องมาพร้อมกับความเชื่อ และการต่อสู้อย่างยิ่ง และในขณะเดียวกันต้องรับผิดชอบในบริบทอื่นที่ชีวิตควรจะต้องรับผิดชอบด้วย และต้องทำความเข้าใจกับความเป็นจริงที่มันห้อมล้อมอยู่ เพราะความฝันมันทำให้คนต้องสูญเสีย เจ็บปวด หรือทำให้หลาย ๆ คนไม่เป็นผู้เป็นคนมามากนักต่อนักแล้ว ตัวตน และความเป็นจริง เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวของคนคนนี้ ที่เป็นแรงผลักดันให้เขาได้สร้างสรรค์งานสารคดีที่มีคุณภาพ ทำให้ใครหลาย ๆ คน ต้องหันกลับมาดูความเป็นจริงของตนเอง และนำมาเป็นแนวทางในการที่จะดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท

วสุ – อิสสริยา วิรัชศิลป์ 2 ดีไซน์เนอร์คู่รัก

อุปสรรคกับความมหัศจรรย์ของรักแท้ เหมือนคนกำลังมีรัก เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ ชีวิตฉันจึงได้เจอ โอ้…เธอ ทำให้ฉันรู้จัก ความรักที่ไม่มีเหมือนใครใด ได้มามีเธอนั้นเป็นคนให้ หัวใจอยากให้เธอรู้ แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ ได้รู้โดยไม่ต้องรอ “ว่ารักคืออะไร”
at office Executive Interview ฉบับเดือนแห่งความรัก ขอต้อนรับคุณผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่อาณาจักรอันอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่นใจค่ะ ทางทีมงานจึงไม่ลังเลที่จะขอสัมภาษณ์ถึงคู่รักสองดีไซน์เนอร์ชื่อดัง คุณวสุ และคุณอิสสริยา วิรัชศิลป์ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าหากคุณได้อ่านบทสัมภาษณ์ของทั้งคู่ตั้งแต่บรรทัดแรกจนจบประโยคสุดท้ายแล้ว คุณ ๆ จะรู้ว่า “รักคืออะไร” อย่างในเพลง “รัก” ที่ร้องโดยคุณปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ คุณวสุหรือคุณแนท สถาปนิกหนุ่มหอบหิ้วดีกรีปริญญาโท Architectural Design จาก Columbia University นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกามาเปิดบริษัท VaSLab รับออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้างตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียมหรือสำนักงานรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผลงานของคุณแนทกำลังเป็นที่จับตามองในฐานะของสถาปนิกหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผลงานการออกแบบของคุณแนทเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัลมากมาย อาทิเช่น งาน Casuarina Resort ที่ชะอำ ได้รางวัลสาขา Hotel and Resort จากการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2006 อีกทั้งยังได้รางวัล Best Small and Boutique Hotel ในปี 2007 ที่ผ่านมา และเมื่อเร็ว ๆ นี้งานดีไซน์ “Honda Imported-Bike Center” ของคุณแนทก็เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดและจะถูกสร้างขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่างในปีนี้ ส่วนคุณอิสสริยาหรือคุณอ้อม ดีไซน์เนอร์ฝีมือจัดจ้านเจ้าของร้านเสื้อ Inspired by Inner Complexity สมัยที่เรียนดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ค ผลงานของคุณอ้อมถึงกับเข้าตาดีไซน์เนอร์ชื่อดังหลายท่าน และหนึ่งในนั้นก็มีดีไซน์เนอร์ชื่อก้องโลกชื่อ อิเซ่ มิยาเกะ ชักชวนให้ไปร่วมงานด้วยมาแล้ว ผลงานการดีไซน์สไตล์ Avant-Garde ของเธอเคยเข้าตากรรมการจนได้รางวัล Top Three Most Innovative & Distinct Design จากการประกวด International Young Designer 2002 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส at office : ไม่ทราบว่าคุณแนทและคุณอ้อมรู้จักกันได้ยังไงคะ คุณอ้อม : รู้จักกันที่ เรด บาร์ รู้จักกันในผับในบาร์ (หัวเราะ) คุณแนท : รู้จักผ่านเพื่อนผมซึ่งเป็นญาติผู้พี่น้องอ้อม ชื่อคุณจอมเป็นเพื่อนก๊วนเดียวกับผมตอนนั้น ไปรู้จักกันที่เรด บาร์ แล้วจอมก็แนะนำให้รู้จัก พอดีน้องอ้อมอยากจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์คผมก็กำลังจะไปเรียนต่อที่นั่นพอดีก็เลยได้คุยกัน at office : เห็นแล้วปิ๊งเลยมั้ย คุณแนท : ก็น่ารักดีแต่ยังไม่คิดจะจีบ at office : แล้วคุณอ้อมล่ะคะปิ๊งคุณแนทเลยมั้ย คุณอ้อม : คิดว่าพี่แนทเป็นเกย์ เพราะว่าเค้าใส่เสื้อรัดติ้วมาเลยแล้วสมัยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผู้ชายยังไม่นิยมใส่เสื้อรัดติ้วกันเลย แล้วเพื่อนอ้อมที่เป็นเกย์ก็ชอบพี่แนทด้วย ก็เลยคิดว่าเค้าเป็น ทางทีมงาน at office แซวว่าแล้วตอนนี้ยังคิดมั้ยว่าเป็นเกย์ทุกคนหัวเราะกันครืน คุณอ้อม : ไม่บอก…ปล่อยให้งง at office : จากที่ไม่คิดจะจีบแล้วไปยังไงมายังไงคุณแนทถึงตัดสินใจจีบคุณอ้อมล่ะคะ คุณแนท : ตอนเห็นเค้าหนที่สองตอนกลางวัน เค้าน่ารักมากขึ้นจากกลางคืนแต่งตัวเหมือนไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยว แล้วมาเห็นอีกทีตอนกลางวันน้องอ้อมใส่ผ้าถุงมา ผมไม่ค่อยเห็นใครใส่ผ้าถุงแล้วสวย แล้วผมก็ เกล้าขึ้นไปแบบเรียว ๆ ดูแล้วสง่า อีกอย่างคือดูเป็นคนมีบุคลิก ก็เลยรู้สึกว่าคน ๆ นี้น่าสนใจทำให้อยากรู้จักเค้ามากขึ้น at office : แล้วคุณอ้อมล่ะ คุณอ้อม : ก็คิดว่าเค้าหล่อดีแต่ดูท่าทางเจ้าชู้เลยยั้งท่าทีไว้ก่อน แล้วยังคิดว่าเป็นเกย์อยู่ แต่พอพี่แนทมาชวนไปดูหนังก็คิดว่ามาจีบชัวร์เลยคิดว่าไม่ใช่เกย์ คิดว่าเป็นผู้ชายละแต่คงเจ้าชู้ชัวร์ แต่เราก็เอ..ยังไม่ชัวร์ก็เลยยังไม่ชอบเท่าไหร่ เสียงคุณแนทแซวคุณอ้อมว่าปิดบังอะไรอยู่รึเปล่า คุณอ้อมเลยขยายความ : ชอบแหละแต่ ดู ๆ ไปก่อน เสียงคุณแนทแซวคุณอ้อมต่อว่าเออ.. ขี้โม้มาก ทั้งคู่บอกว่าหลังจากดูหนังด้วยกันครั้งแรกซึ่งถือว่าเป็นเดทครั้งแรกของคนทั้งสอง ก็มีเดทครั้งต่อ ๆ มาและคบหาเป็นแฟนกันในที่สุด คุณอ้อมเล่าว่าช่วงที่เป็นแฟนกับคุณแนทเป็นช่วงที่คุณอ้อมทำงานเป็นแอร์โฮสเตสพอดี และเป็นช่วงที่คุณอ้อมประสบกับปัญหาหลาย ๆ อย่างซึ่งก็ได้คุณแนทช่วยให้คำปรึกษาหาทางออกให้เสมือนเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคุณอ้อมตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่คบเป็นแฟนกัน ทำให้คุณอ้อมรู้สึกประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้ซึ่งแตกต่างจากความรักที่ผ่าน ๆ มา ส่วนคุณแนทก็บอกถึงความประทับใจในตัวคุณอ้อมบ้างว่า ตัวคุณแนทเองช่วงนั้นก็ออกจะเครียด ๆ และขาดซึ่งชีวิตชีวา ก็ได้คุณอ้อมเข้ามาสร้างเสียงหัวเราะให้คุณแนทและเหมือนกับพระเจ้าคงจะลิขิตให้ทั้งคู่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะทั้งคู่ต่างเป็นคริสเตียนและคุณแนทยังบอกอีกด้วยว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ของคุณแนทเอ็นดูคุณอ้อมเป็นพิเศษ เสริมทัพด้วยญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายคุณย่าของคุณอ้อมและทางญาติฝั่งคุณพ่อของคุณแนทก็ใช้นามสกุลบูรณสมภพเหมือนกันอีก ทำให้คุณแนทรู้สึกว่ามีความเกี่ยวพันบางอย่างนอกเหนือจากความรักความผูกพันระหว่างตัวคุณแนทและคุณอ้อมแล้วในเวลานั้น ญาติ ๆ และผู้คนที่รายล้อมดูจะเป็นเสมือนเส้นด้ายบาง ๆ ที่เกี่ยวพันคุณแนทและคุณอ้อมไว้ด้วยอีกเช่นกัน คุณแนทจึงเริ่มคิดว่าหรือนี่คือ “Destiny” สิ่งที่พระเจ้ากำหนดมา at office : ได้ยินว่าคุณแนทจุดประกายทางด้านดีไซน์ให้กับคุณอ้อม จุดประกายกันยังไงคะ คุณอ้อม : อ้อมเห็นเค้าเรียนอาร์ตมา พี่แนท ก็ให้อ้อมรู้จักว่าอาร์ตคืออะไร เราก็เริ่มอ่านหนังสือดูนั่นดูนี่ที่เป็นศิลปะ คุณแนท : ประกอบกับน้องอ้อมเค้าชอบพาผมไปตัดเสื้อผ้า แล้วอ้อมเค้าออกแบบให้ผมหมดเลย ผมเองก็ไม่ได้สนใจแฟชั่นขนาดรู้รายละเอียดมากมาย แต่พอน้องอ้อมพาผมไปตัดเสื้อผมก็เพิ่งรู้ว่าหุ่นแบบผมต้องใส่กางเกงทรงแบบนี้นะ เสื้อมีดีไซน์บ้างเล็กน้อยมันจะดูดี ผมก็เลยแนะให้เค้าไปลองเรียนดีไซน์ คุณอ้อม : อ้อมก็เลยไปลองเรียนวาดรูป พอเรียนแล้วอะไรที่มันอยู่ในหัวเนี่ยมันออกมาหมดเลย ก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อที่นิวยอร์ค ประกอบกับทั้งคู่คิดว่าเจอคนที่คิดว่าใช่แล้วจึงตัดสินใจแต่งงานกันและบินไปใช้ชีวิตคู่ร่วมกันที่นิวยอร์ค โดยที่คุณอ้อมเรียนต่อทางด้านดีไซน์เสื้อผ้า ส่วนคุณแนทก็ทำงานและดูแลคุณอ้อมในฐานะของสามี แต่การแต่งงานเป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานพระเจ้าก็ให้บททดสอบความรักครั้งใหญ่แก่คนทั้งคู่ เมื่อคุณอ้อมป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหลังจากกลับจากอเมริกาและเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ at office : ตอนนั้นคุณแนทและคุณอ้อมได้ช่วยกันแก้ปัญหาตรงนี้ให้ผ่านพ้นไปยังไงบ้างคะ คุณแนท : ตอนนั้นผมคิดว่าพระเจ้าให้ความอดทนกับผมสูงและก็ความเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่น้องอ้อมก็ป่วยมากขึ้น ๆ จนผมก็แก้ไม่ได้เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าคิดว่าในฐานะของสามีหรือแค่เพื่อนคนหนึ่งเราจะยอมให้เค้าเป็นแบบนั้นแล้วไม่มีใครอยู่กับเค้าน่ะได้มั้ย แต่ว่ามันมาถึงจุดที่ผูกพันเกินกว่าจะทิ้งเค้าไปได้ แล้วผมเองก็เป็นคนที่ช่วยเหลือหรือเป็นที่ปรึกษาของคนอื่นมาตลอด แต่กลับช่วยภรรยาตัวเองไม่ได้ จึงรู้สึกแย่กับตรงนี้มาก ๆ แต่แล้วพระเจ้าก็ได้ส่งญาติผู้พี่ของคุณอ้อมคือคุณพงษ์รพี บูรณสมภพหรือ คุณต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยการให้คุณแนททำความเข้าใจในสิ่งที่คุณอ้อมเป็นและสิ่งที่คุณแนทต้องเจอ และพาคุณอ้อมและคุณแนทไปหาคุณหมอที่จะรักษาคุณอ้อมได้ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งทำให้คุณอ้อมกลับมามีชีวิตใหม่ที่สดใสและมีความสุขกว่าเดิม ประสบการณ์รักษาคุณอ้อมที่ใช้ระยะเวลาหลายเดือนที่แคนาดาและจากการที่คุณหมอให้คุณแนทและคุณอ้อมเปิดใจพูดคุยกันอย่างจริงจังทำให้คุณแนทเข้าใจถึงตัวตนและแก่นแท้ของหัวใจคุณอ้อม ส่วนคุณอ้อมก็ได้รับรู้ว่าคุณแนทคือผู้ชายที่อยู่เคียงข้างเธอเพราะรักเธออย่างแท้จริงไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะเธอสร้างเสียงหัวเราะให้กับเขาได้อย่างที่คุณอ้อมเคยคิดไว้ หลังจากมรสุมแห่งอุปสรรคผ่านพ้นไป คนทั้งคู่ที่ต่างรักและผูกพันกันมากกว่าเดิม ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะก็สามารถที่จะช่วยเสริมงานดีไซน์ของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี at office : งานของแต่ละฝ่ายเป็นแรงบันดาลใจให้งานของอีกคนยังไงบ้างคะ คุณอ้อม : งานของอ้อมจะได้ความแข็งของงานพี่แนท เนื่องจากงานพี่แนทเป็นงานสถาปนิก คือเสื้อผ้าของอ้อมจะมีเส้นสายของพี่แนทเยอะ เพราะว่าเราเห็นงานเค้าก็เลยค่อย ๆ ซึมเข้ามาในหัว คุณแนท : เหมือนกันครับ ผมก็เห็นแพทเทิร์นอะไรแปลก ๆ ของน้องอ้อม คุณอ้อม : เราจะคุยปรึกษางานกันตลอดว่าอันนี้น่าสนใจมั้ย เอ่อ..อ้อมได้แรงบันดาลใจ อันนี้มานะ แล้วพี่แนทได้ยอดต่ออะไรบ้าง คุณแนท : เรียกได้ว่างานน้องอ้อมแทบจะทุกคอลเล็กชั่นที่ทำก็จะถามไอเดียผมตลอด และงานผม ผมก็จะถามน้องอ้อมว่าอันนี้กับอันนี้อันไหนดีกว่ากัน at office : มีงานไหนของใครบ้างมั้ยที่ปิ๊งไอเดียมาจากอีกคนหนึ่ง คุณแนท : มีครับ ๆ (ตอบหนักแน่น) เพราะว่างานที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็นมาก่อนมันเป็น Fresh Eyes คือ Break the Rule ทำให้เซอร์ไพรส์ในบางทีว่า เออว่ะทำไมเราคิดไม่ออก คุณอ้อม : มันก็เหมือนกับงานออกแบบบ้านของพี่แนทจะมีแต่ความแข็ง คุณแนท : ใช่! ของน้องอ้อมจะให้ผมในแง่ของบรรยากาศให้อารมณ์ทำให้มัน Lively ให้ดูมีชีวิตชีวา ทีมงาน at office แซวว่าส่วนพี่แนทก็ให้ความแข็ง คุณแนทหัวเราะชอบใจก่อนตอบว่า “ดีรึเปล่าเนี่ย” ทางทีมงาน at office รีบแก้ให้ว่า “ไม่ใช่ก็เป็นโครงสร้างแบบสถาปัตย์ไง” at office : มีไอเดียที่เข้าขากันขนาดนี้เคยคิดที่จะทำธุรกิจร่วมกันมั้ยคะ คุณแนท : ทำธุรกิจร่วมกันอาจจะมีบ้าง แต่ทำงานร่วมกันผมกับน้องอ้อมคิดว่าอย่าดีกว่า เพราะว่าถ้าเอาเรื่องงานมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวแล้วเนี่ย ผมมองว่ามันเริ่มเป็นบทบาทที่มากเกินไป เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวคือความสัมพันธ์ในครอบครัว ความสัมพันธ์ทางการงานมันแยกไม่ออก สมมติว่ากลับมาบ้าน มาคุยเรื่องงานอีกรอบมันไม่ใช่ละ กลับมาจากที่ทำงานมาอยู่บ้านควรจะหนุนใจกันและกันฟังกันและกันมากกว่า แต่ถ้าทำงานด้วยกันก็รู้ปัญหาเดียวกันมันแยกไม่ออก มันจะขาดสันติสุขเยอะจะกลายเป็นขัดแย้งกันเอง at office : เวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งเหนื่อย ๆ กลับมาบ้านอีกคนมีวิธีผ่อนคลายอีกฝ่ายยังไงคะ คุณอ้อม : อ้อมก็จะเข้าไปอ้อนแล้วก็เต้นระบำให้ดู เต้นระบำแบบเด็ก ๆ โชว์พี่แนท เล่นตลกให้ดู แต่ถ้ากลับบ้านดึกหรือผิดเวลาก็หลับใส่เลยแกล้งไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) คุณแนท : ถ้าอ้อมเหนื่อยผมก็ปรนนิบัติเค้า หาอะไรมาให้กินคือถ้าเวลาอ้อมเหนื่อยเนี่ยผมจะรู้เลยว่าผมไม่ควรจะพูดอะไรเยอะ เค้าต้องการอยู่คนเดียว แล้วเราก็คอยอยู่แถว ๆ นั้นเผื่อเค้าอยากได้อะไร อาจจะเอาข้าวมาให้กิน คุณอ้อมแซวคุณแนทว่าเอาอาหารหมามาให้แบบว่าเลี้ยงง่าย (หัวเราะกันสนุก) at office : แบ่งเวลางานกับชีวิตส่วนตัวกันยังไงคะ คุณแนท : จันทร์ถึงศุกร์ต่างคนก็ต่างยุ่งกับงานของตัวเองซะส่วนมาก มีตอนเช้ากับเย็นที่จะมาทานข้าวร่วมกัน เย็นบางวันก็ไม่ได้ทานด้วยกัน แต่ทุกเช้าเราจะอธิษฐานร่วมกันก่อนออกจากบ้าน at office : แต่งงานกันมาย่างเข้าปีที่ 8 แล้วคิดอยากจะมีลูกกันแล้วรึยังคะ คุณอ้อม : อ้อมยังไม่คิดอยากมีค่ะ (ยิ้ม) คุณแนท : ผมว่าต้องเข้าใจน้องอ้อมอย่างนึงว่าเค้าเพิ่งผ่านเหตุการณ์เป็น Depression มาแล้วเพิ่งหายทำให้เหมือนชีวิตมันหายไป เค้าก็เลยยังอยากใช้ชีวิตอยู่ คุณอ้อม : ตอนนี้อ้อมก็ช่วยคนอื่น ๆ อยู่ด้วย และก็ยังโฟกัสไปที่หลาย ๆ อย่าง คุณแนท : สำหรับผมยังไงก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องมี หรือจะไม่มียังไงก็ได้ครับ แต่ถ้ามีลูกคือพระพรจากพระเจ้า at office : การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันใช่ว่าจะต้องติดกันเป็นปาท่องโก๋โดยเฉพาะคู่ที่เป็นศิลปิน มีจุดไหนของแต่ละฝ่ายมั้ยที่ห้ามยุ่งหรือแตะต้อง ไม่งั้นเป็นเรื่อง คุณแนท : ของน้องอ้อมก็เป็นเรื่องของการใช้เวลาส่วนตัว อยากพักผ่อนไม่อยากให้ใครมายุ่งเค้าจะอยู่ฟังเพลงของเค้าคนเดียว แต่ผมเข้าใจนะเพราะผมเองก็มีอารมณ์อยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ เหมือนกันบางเวลา ทางทีมงาน at office บอกมาว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบเจ๊าะแจ๊ะฝ่ายชายจะตายแต่น้องอ้อมมาแปลก มีความเป็นศิลปินสูงมากกกก คุณแนท : (พยักหน้ารับเห็นด้วย) ใช่ ๆ ! ตอนผมแต่งงานกับน้องอ้อมใหม่ ๆ กลับชอบใช้ชีวิตติดกับเค้ามากกว่าอีก แต่พอตอนหลังมารู้ว่าคุณพ่อของน้องอ้อมก็นิสัยเป็นแบบนี้แสดงว่ามันคงถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ต้องใช้วิธีการสังเกตเอาครับว่าตอนนี้เค้าอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียวแล้ว แต่ไม่ใช่ไม่ยุ่งแล้วแปลว่าไม่ใส่ใจนะ at office : ตาคุณอ้อมบอกมั่งอะไรที่แตะต้องคุณแนทไม่ได้ คุณแนท : รีบสารภาพ เรื่องฟุตบอลครับเพราะผมชอบกีฬาชอบฟุตบอลมาก โดยเฉพาะทีมแมนยู ก็เลยแก้ปัญหาโดยการที่ผมต้องลงไปดูข้างล่าง แต่ผมยินดี at office : แล้วแรก ๆ ที่ยังไม่รู้ นั่งดูด้วยกันทำยังไง คุณแนท : อ๋อ! ที่นิวยอร์คผมแย่งเค้าดูหมดเลย ใช่มั้ยที่พี่แนทชอบดูทีมแยงกี้แล้วน้องอ้อมเซ็งจำได้ปะ (คุณแนทหันไปถามภรรยาท้าวความถึงความหลังครั้งแย่งดูทีวีที่นิวยอร์ค) คุณอ้อม : ส่วนใหญ่อ้อมเย็บผ้า (คุณอ้อมตอบน้ำเสียงเรียบผิดปกติ เอ๊ะ! หรือเซ็งจริง) ทางทีมงาน at office แซวว่าฟังดูเหมือนผู้หญิงโบราณนั่งเย็บผ้าเย็บปักถักร้อยอะไรทำนองนั้น ปล่อยให้คุณสามีนั่งดูแยงกี้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าสามีอย่างคุณแนทนั้นแสนดีที่ช่วยประคับประคองคุณอ้อมให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติของชีวิตมาได้่ แต่คุณแนทยืนยันว่าเป็นเพราะคุณอ้อมเหมือนกันที่ช่วยให้คุณแนทเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น at office : น้องอ้อมทำให้คุณแนทเปลี่ยนแปลงไปยังไงคะ คุณแนท : แต่ก่อนผมเป็นคนที่มีอีโก้เยอะด้วยความที่เป็นผู้นำมาตลอด และเป็นฝ่ายช่วยเหลือคนอื่นมาตลอดทำให้หลาย ๆ คนมาขอความช่วยเหลือจนผมติดนิสัย แล้วพอผมช่วยภรรยาตัวเองไม่ได้ผมก็จะมีอาการโกรธว่าทำไมแค่นี้ทำไม่ได้ และก็คิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัว แต่ตอนนี้ด้วยความที่ผ่านพ้นเวลาที่ดิ่งที่สุดมากับน้องอ้อมด้วยกัน ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยความรักมากขึ้น เรียกว่ามีความหวังแต่ไม่คาดหวัง at office : แต่งงานมาย่างเข้าปีที่ 8 แล้วผ่านบททดสอบอะไรร่วมกันมาหลายอย่าง คิดว่ามั่นใจหรือยังที่จะบอกว่าทั้งสองคนเป็น Soul Mate ของกันและกัน ทั้งคุณแนทและคุณอ้อมบอกและพยักหน้าพร้อมกัน : คิดว่าเป็น Soul Mate คุณอ้อม : เราเป็นเหมือนก้อนเนื้อเดียวกัน ไม่มีพี่แนทก็เหมือนอ้อมไม่มีหัวใจ หัวใจเราเต้นไม่ได้ (คุณอ้อมค่อย ๆ พูดช้า ๆ เนิบ ๆ ด้วยน้ำเสียงเกือบสั่น) คุณแนท : เหตุผลของผมง่าย ๆ คือพระเจ้าให้น้องอ้อมเปลี่ยนชีวิต ผม เพราะผมไม่เคยเห็นตัวเองเลย ที่ผ่านมาผมนึกว่าตัวเองเป็นคนดีแล้ว แล้วพระเจ้าให้ผมเห็นถึงข้างในจริง ๆ และทำให้ผมยอมในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมองตัวเอง เรื่องความโกรธ การใช้อารมณ์ และการตัดสินปัญหา พูดจบคุณแนทก็หยิบพระคัมภีร์มาอ่านให้ดิฉันฟัง ซึ่งคุณแนท บอกว่าคุณแนทอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งทำให้คุณแนทพิจารณาว่าคุณอ้อมคือ Soul Mate ของคุณแนท ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉาไม่อวดตัวไม่หยิ่งผยองไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวไม่ฉุนเฉียวไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่นและเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอและมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง ก่อนจากกันคุณแนทและคุณอ้อมซึ่งเป็นคู่รักดีไซเนอร์รุ่นใหม่หัวคิดทันสมัย ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และดูจะยอมรับอะไรนอกกรอบได้อย่างง่ายดาย แต่ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความรักและการใช้ชีวิตคู่ได้อย่างละมุนละม่อมและเอื้ออาทรต่อกันแบบคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราอย่างที่ดิฉันอดทึ่งไม่ได้ “ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวนั้นบอบบาง ทุกคนจะคิดถึงแต่ตัวเองเป็นที่ตั้งและคิดว่าถ้าเธอรักฉันไม่ได้ฉันก็จะไป หรือถ้าเธอทำให้ฉันถึงเส้นที่ฉันขีดไว้ไม่ได้ฉันก็จะไป หรือถ้าทำพลาดไปก็ไม่มีการให้อภัยกันและไม่ยอมรอเวลาอีกสักนิดที่จะดูและให้โอกาสกันและกัน” คุณแนทและคุณอ้อมกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคุณแนทและคุณอ้อมไม่เพียงเป็น “ความรัก” เท่านั้น แต่ทั้คู่ต่าง “เชื่อและศรัทธาในรัก” ที่มีให้กันอย่างเต็มหัวใจ จึงไม่แปลกที่แม้อุปสรรคใด ๆ หนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ไม่อาจมาทำลายความรักความผูกพันอันลึกซึ้งที่ทั้งคู่มีต่อกันลงได้ เพราะรักแท้เอาชนะทุกสิ่ง

เทนนิสกีฬาที่ไม่เคยไร้คู่ - ดนัย อุดมโชค

คุณมีคู่หรือยังคะ ถ้าไม่มีกรุณารีบหาด่วน ไม่ใช่อะไร กำลังจะชวนไปตีเทนนิสนะคะ งานนี้ไม่มีคู่ก็ไปหาเอาข้างหน้าได้ ส่วนดิฉันขอควงคุณดนัย อุดมโชคไปตีโต้กันก่อน แต่ต้องขอให้ออมมือให้หน่อย เพราะฝีมือดิฉันยังระดับท้องถิ่น ส่วนคุณดนัยโกอินเตอร์ไปตั้งนานแล้ว งานนี้ขอบุกไปถึงแถวเมืองทองธานีที่คุณดนัยใช้ซ้อมอยู่เป็นประจำกันเลย
เสียงลูกเทนนิสตกกระทบพื้นจากแรงของผู้ตีเป็นจังหวะดัง ต๊อก ต๊อก เข้ากับเสียงหัวใจของเราที่ดัง ตุ๊บ ตุ๊บ กีฬาที่ต้องอาศัยการเล่นเป็นคู่ ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ประสานการเล่นกันในยามฝึกซ้อม และต้องใช้สมองในยามแข่งขัน แม้ต้องเล่นบนพื้นที่ที่มีการตีกรอบ และถูกแบ่งเขตแดนให้เป็นสองฝักสองฝ่าย และการเล่นนั้นยังต้องห้ำหั่นกันด้วยฝีมือ ความว่องไว และเทคนิคในการชิงไหวชิงพริบเพื่อเอาชนะกัน แต่ขณะเดียวกันการเล่นก็จะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ คุณดนัยกล่าวถึงหัวใจในการเล่นเทนนิสว่า ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการเล่น ได้แก่ อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ปอด หัวใจ สายตา แขน ขา ข้อต่อหัวไหล่ เข่า ต้องดี เพื่อการหมุนตัว บิดตัว ฯลฯ ในการเสิร์ฟลูก ตีโต้กับคู่แข่ง ทั้งยังมีครบทุกรสชาติในการแข่งขันคือ ภูมิใจและดีใจเมื่อมีชัย และจะได้อารมณ์อีกด้านทันทีหากปราชัย 18 ปี แห่งความรักที่มีต่อกีฬาชนิดนี้ เริ่มจากความไม่แข็งแรงของดนัยในวัยเด็ก โดยมีคุณย่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรักในครั้งนี้ เวลานั้นเขาอายุ 8 ขวบ คิดว่าไปเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 7-8 คน เหมือนมีกิจกรรมให้ทำ ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะไม่ได้คิดจะยึดเป็นอาชีพ และไม่เคยถนัดกีฬาอะไรมาก่อนเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามคือหากจะเล่นอะไร ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย แต่ครูของดนัยเห็นว่าเขามีทักษะต่างจากเด็กอื่นคือ เด็กคนอื่นตีลูกโดนบ้างไม่โดนบ้าง แต่เขาตีและรับลูกได้ แม้กับครูในระดับเบา ๆ ได้ไวกว่าคนอื่น ครูจึงมาคุยกับคุณพ่อขอให้เขาเรียนเดี่ยว
เขาเองก็เริ่มสนุกและปิ๊งดั่งรักแรกพบเข้าอย่างจัง เพราะสำหรับเด็กคนหนึ่ง มันเหมือนว่าเราทำได้ จากที่เคยเรียนเดี่ยววันละ 1 ชั่วโมงก็เพิ่มชั่วโมงเรียนไปเรื่อย ๆ จนเข้าแข่งขันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ จนได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นบุคคลที่ใช้ไหวพริบในการเล่น บวกกับความเร็วและความคล่องตัวของเขา กลายเป็นบุคคลที่ชาวไทยและชาวต่างชาติต่างจับตามองในฝีไม้ลายมือ การบริหารร่างกายก่อนการลงสนาม เป็นหัวใจของการเล่นเทนนิส เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เพราะกล้ามเนื้อประกอบด้วยกล้ามเนื้อเล็กเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อใหญ่ การบริหารกล้ามเนื้อเล็ก เช่น รอบ ๆ หัวไหล่ ฯลฯ หากได้บริหารร่างกายเป็นนิจ การเจ็บจะเกิดแค่กล้ามเนื้อเล็ก นอกจากนี้อาจใส่แว่นเพื่อป้องกันแดดแรงที่จะมาเข้าตาด้วยก็ได้ คุณดนัยกล่าว
ความรักที่มีต่อเทนนิสคงจะอยู่กับคุณดนัยไปอีกนานแสนนาน เขาให้เหตุผลว่า “เทนนิสให้ชีวิตใหม่กับผม เราอยู่กับเทนนิสมาเหมือนชีวิต ๆ หนึ่งเลย ทำให้ผมมีระเบียบวินัยในตัวเอง ตอนเด็ก ๆ วัน ๆ ก็ไปเรื่อย ๆ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ตอนนี้ต้องวางเวลาให้เป็นระเบียบ เช่น เวลาซ้อมและเวลารับประทานอาหารก่อนลงแข่ง หากวางแผนไม่ดี ก็อาจส่งผลต่อการลงแข่ง” หากใครจะสัมผัสรสชาติกีฬาเทนนิส ควรมีพื้นฐานด้านเทนนิสมาพอสมควร เช่น การตีโต้ ถ้าคู่มีฝีมือสูสีกันก็จะสนุก หากมีคู่เล่นเป็นเพศตรงข้าม ก็หยิกแกมหยอกกันเบา ๆ มือหน่อยนะคะ งานนี้ใครจะหาคู่แฟน คู่เพื่อน หรือคู่อริ ก็ใช้กีฬาเทนนิสนี้แหละค่ะ แก้เกมเปลี่ยนคู่อริให้มาเป็นคู่มิตรเสียเลย แต่อย่าลืมให้แต้มต่อเขาไปหน่อยนะคะ ส่วนคู่แฟนใครจะแพ้จะชนะไม่สำคัญหรอก เพราะมันก็เสมอกันทั้งใจอยู่แล้ว

นิตยสาร AT OFFICE

คู่รัก คู่ทำงาน วสุ-อิสสริยา วิรัชศิลป์ The Secret Disclosure ความรักของบอย พิษณุ นิ่มสกุล อำลาความพลัดพราก (ตอนอวสาน) Scoop Love Definition Erotist รักเผื่อเลือก 4th Aniversary ฉบับครบรอบปีที่ 4 ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ร่วมชิงรางวัลมากมายภายในเล่ม

ดูฉบับทั้งหมด


บุคคล

#กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม (เจเจ)#กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา#กันต์ กันตถาวร#ชลิตา ส่วนเสน่ห์ (น้ำตาล)#ณภัทร เสียงสมบุญ (นาย)#ณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่)#อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ญาญ่า)#มาริโอ้ เมาเร่อ (โอ้)#จรินทร์พร จุนเกียรติ (เต้ย)#พาขวัญ สหวงษ์ (มะลิ)#อารยา เอ ฮาร์เก็ต (ชมพู่)#พัชราภา ไชยเชื้อ (อั้ม)#ตรีชฎา มาลยาภรณ์ (ปอย)#ดาวิกา โฮร์เน่ (ใหม่)#ปริญ สุภารัตน์ (หมาก)#คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ (คิม)#เจษฎาภรณ์ ผลดี (ติ๊ก)#จิรายุ ตั้งศรีสุข (เจมส์จิ)#ศุกลวัฒน์ คณารศ (เวียร์)#ราณี แคมเปน (เบลล่า)#ณัฐ ศักดาทร (นัท AF4)#ปราชญา เรืองโรจน์ (สิงโต)#พีรวัส แสงโพธิรัตน์ (คริส)#ลลนา ก้องธรนินทร์ (เจี๊ยบ)#ภูภูมิ พงศ์ภาณุ (เคน)