นิตยสาร ชีวจิต

ปีที่ 16 ฉบับที่ 376 June 2014

ดูฉบับทั้งหมด

ข้อความบนปก

ปีที่ 16 ฉบับที่ 376 มิถุนายน 2557

กินเป็น ลืมป่วย น้ำฝน-พัชรินทร์ Gluten-free ฉลากนี้ลดเลี่ยงภูมิแพ้ คุณป้าสุ้ๆ หยุด 3 อาการทำเตียงหักหลังหมดประจำเดือน 6 วิธีธรรมดาสู้หัวใจคนทำงาน "เต้นผิดจังหวะ" SPECIAL CAMPAIGN หยุดโรคแทรกซ้อนเบาหวาน สโตรก หัวใจ ไดวาย ตาบอด ถูกตัดขา Real Life ลูกทั้ง 7 แค่กตัญญูไม่พอต้องพาไปหาหมอด้วย Beauty Remedies บัวบก ตัวช่วยคนหน้าเงิบ Model of Issue สวย ครบ สุขภาพเว่อร์ ล้ำสุดใน 3 โลก Bosu Ball ฟิตหุ่นบู๊สต์สมอง The best Plan รับมือหลังแผ่นดินไหวที่เชียงราย

รายละเอียด

ประเภท : นิตยสารสุขภาพรายปักษ์

ราคาบนปก : 55 บาท

ISSN : -

บริษัท : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

เว็บไซต์ : www.cheewajit.com

อีเมล : -

วางแผง : 1 มิถุนายน 2557

ไม่มีการจำหน่ายนิตยสาร (เล่มกระดาษ) บนเว็บไซต์แล้ว
มีเฉพาะฉบับดิจิตอล (e-magazine) ที่อ่านผ่าน App Ookbee เท่านั้น

สั่งซื้อนิตยสาร ชีวจิต ปีที่ 16 ฉบับที่ 376 มิถุนายน 2557 ฉบับดิจิตอล (Digital Version) กับ Ookbee

ประหยัดลง 10 บาท จากราคาปก 55 บาท

ตัวอย่างเนื้อหา

On the cover : Selected Diet น้ำฝน พัชรินทร์

คุณน้ำฝน – พัชรินทร์ ศรีวสุขภิรมย์ เป็นหนึ่งในนักแสดงสาวที่เคยประสบปัญหาเรื่องอาหารการกิน จากที่เคยกินอะไรได้ทุกอย่าง กลับต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะเธอเคยป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ ดังนั้นอาหารการกินจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับคุณน้ำฝนอีกต่อไป เมื่อครั้งยังเด็ก คุณน้ำฝนยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่กินตามใจปากตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และไม่ค่อยระวังเรื่องการกินของตัวเองเท่าไหร่ “อยากกินอะไรก็จะกินเต็มที่ กินทุกอย่างที่ชอบ ค่อนข้างตามใจตัวเองในเรื่องการกินพอสมควร แต่พอโตขึ้นก็เริ่มจะมีขีดจำกัด อย่างน้ำหนักปกติของฝนจะอยู่ที่ประมาณ 45 - 46 กิโลกรัม แต่ถ้าวันไหนชั่งแล้วขึ้นมาเป็น 47 กิโลกรัม วันนั้นฝนจะกินผักมากขึ้น เพื่อให้น้ำหนักกลับมาเป็น 46 กิโลกรัมเหมือนเดิม มีอยู่ช่วงหนึ่ง ฝนเคยหนักเกือบ 50 กิโลกรัม และรู้สึกว่าตัวเองอ้วนมาก จึงหันมากินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อคงน้ำหนักให้เหลือเท่าเดิม แต่กลับมาเป็นโรคลำไส้อักเสบเสียก่อน น้ำหนักเลยลดลงจนน่าตกใจ” โรคลำไส้อักเสบมาเยือน คุณน้ำฝนซูบหนัก หลังจากป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ ทำให้น้ำหนักตัวเหลือเพียง 43 กิโลกรัมเท่านั้น เป็นเพราะแชนวิชชิ้นเดียวที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ “ฝนซื้อแซนวิชมาปรากฏว่าชิ้นใหญ่มาก เลยหั่นครึ่ง เพราะรู้ตัวว่ากินไม่หมดแน่ๆ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะนำไปให้น้องหมาแถวบ้านกิน จึงทิ้งไว้ในรถ จนวันต่อมา ฝนก็ทำกิจกรรมต่างๆ ของตัวเองไป จนถึง 1 ทุ่ม ฝนติดอยู่ในรถแล้วรู้สึกหิวมาก หันไปเจอแซนวิชครึ่งชิ้นเข้า จึงหยิบมากินโดยไม่ได้คิดอะไร ตื่นตี 4 ขึ้นมา เริ่มมีอาการท้องเสียและอาเจียน คิดสงสัยว่า คงเพราะอาหารเป็นพิษแน่ๆ เลยออกมาทำงานตามปกติ แต่พอเริ่มทำงานจริงๆ ร่างกายกลับสู้ไม่ไหว ไม่มีแรง กินอะไรไม่ได้เลย เพราะกินแล้วท้องเสียและอาเจียนออกมาหมด ประมาณสักบ่าย 2 กองถ่ายเห็นว่า อาการไม่ดีขึ้น จึงยุติการถ่ายทำ และให้ฝนไปหาหมอ หมอบอกว่า เป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการจะรุนแรงมากกว่าอาหารเป็นพิษ เพราะฝนติดเชื้อในลำไส้แล้ว และหมอยังถามอีกว่า อาหารมื้อสุดท้ายที่กินเข้าไปคืออะไร ฝนตอบว่า เป็นแซนวิชที่ทิ้งไว้อยู่ในรถ หมอคาดว่า แซนวิชคงจะเสียแล้วก็ได้” บทเรียนจากการป่วย ทำให้ตอนนี้นางเอกสาวหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน “ฝนระวังเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ตั้งแต่ป่วยครั้งนั้นระบบร่างกายเริ่มไม่เหมือนเดิม กินอะไรแปลกๆ อาการจะกำเริบขึ้นมาอีก อย่างสมัยก่อนกินส้มตำ ของเผ็ด แมลง หรืออะไรได้หมดทุกอย่าง แต่ระยะหลังๆ ต้องระวังมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่า อาหารนั้นทิ้งไว้นานแล้วหรือยัง หรือมีเชื้อโรคอะไรติดมาบ้าง ดังนั้นฝนจึงเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และไม่ทิ้งไว้นานจนเกินไป เพราะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่ๆ รวมถึงออกกำลังกายควบคู่กันไป เพื่อฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม” “ฝนเองเคยเป็นคนหนึ่งที่มักจะพูดว่า ไม่มีเวลา เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว ทุกอย่างที่ทำในชีวิต ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การเดินใช้ชีวิตปกติ ถือเป็นการดูแลตัวเองได้ทุกอย่าง คุณเลือกและกำหนดเองได้ อย่างการกิน ถ้าเกิดว่าอยากผอม หรืออยากมีไขมันน้อยลง เราก็สามารถเลือกกินได้ เช่น กินผักให้มากขึ้น ลดอาหารมันให้น้อยลง นั่นก็ถือเป็นวิธีหนึ่ง “ฉะนั้นแล้วฝนว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก เลือกจะมีชีวิตที่ดีในแบบฉบับของตัวเองได้” ภูมิชีวิตของคุณจะดีได้ อยู่ที่ ‘ตัวคุณ’ เป็นผู้กำหนด เฉกเช่นที่คุณน้ำฝนได้เลือกกำหนดแล้ว

เรื่องพิเศษประจำฉบับ : How to ตัดวงจรโรคแทรกซ้อน เพื่อคนเบาหวานสุขภาพเลิศ

How to ตัดวงจรโรคแทรกซ้อน เพื่อคนเบาหวานสุขภาพเลิศ
จากพฤติกรรมกินและใช้ชีวิตที่ผิดแผก ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และคอยกัดกร่อนหลอดเลือดทั่วร่างกายทีละนิด กว่าเราจะไหวตัวทัน โรคเจ้ากรรมก็ดันพาเพื่อนฝูงกลุ่มโรคร้ายแรง มาลงหลักปักฐานในร่างกายเราเรียบร้อยเสียแล้ว โรคต้นเหตุที่ว่าคือ เบาหวาน นั้นเอง เบาหวานร้ายแรงเพียงใด อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต ได้กล่าวว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่มีเชื้อโรค เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ผิด เราจึงต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการกิน ทั้งนี้การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันคือ การให้กินยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต โดยปกติระดับน้ำตาลในเลือดตามเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 82 -110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป หรือน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงตั้งแต่ 6.5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แสดงว่าคุณกำลังเป็น “โรคเบาหวาน” แม้ผู้ป่วยบางคนจะถูกแพทย์วินิจฉัยว่า ระดับน้ำตาลในเลือดเกินเกณฑ์มาตรฐานไม่มาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน หรือที่เรียกว่า “ภาวะใกล้เป็นเบาหวาน” ดังนั้น อย่าได้วางใจไป เพราะมีงานวิจัยพบว่า 11 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีภาวะใกล้เป็นเบาหวาน จะกลายเป็นเบาหวานภายในเวลา 3 ปี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ ดังนี้ โรคแทรกซ้อนกับอวัยวะส่วนบน Check Now ก่อนเบาหวานทำตาบอด “โรคเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy, DR) เป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับ 2 รองจากโรคต่อกระจก และผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และอาจเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์ตามระยะเวลาที่ป่วยเป็นเบาหวาน” อ้างอิงจาก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลายคนอาจเคยคิดว่า การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ(110 มิลิกรัมต่อเดซิลิตร) เพียงนิดเดียว นั้นคงไม่เป็นอะไร แต่แท้จริงแล้วในระยะยาว ส่งผลให้ผนังเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกาย และหากเกิดขึ้นที่หลอดเลือดฝอยของจอตา ของเหลว เลือดและไขมันจะรั่วซึม เกิดอาการจอตาอักเสบ ทำให้การมองเห็นไม่ชัด นานวันเข้า จะเกิดการอุดตันของหลอดเลือด หรือภาวะจอตาขาดเลือด นำไปสู่การสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ (Neovascularization) ซึ่งมีลักษณะเปราะและแตกง่าย เพิ่มโอกาสให้หลอดเลือดแตกซ้ำ ทำให้เลือดออก บดบังจอตา จอตาฉีกขาด ภาพที่เห็นจึงมัวยิ่งขึ้น และกลายเป็นพังผืดดึงรั้งจนเกิดการหลุดลอกของจอตา หรือเกิดการอุดตันในบริเวณจุดภาพชัด จนสูญเสียการมองเห็นในที่สุด เห็นไหมว่า เพียงแค่ปล่อยปะละเลยระดับน้ำตาลในเลือด ก็ทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นเราควรหันมาตรวจสุขภาพตา เพื่อลดความเสี่ยงเบาหวานขึ้นตากันตั้งแต่เนิ่น ๆ ตามวิธีที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ ได้แนะนำ ในหนังสือ “โรคของดวงตา” ดังนี้ เริ่มตามัว มองเห็นภาพไม่ชัด เห็นภาพแคบลง เห็นภาพเป็นวง เห็นแสงวาบ อ่านหนังสือลำบาก มีจุดดำลอยไปมาในลูกตาเป็นจำนวนมาก มีอาการปวดตาเกิน 1-2 วัน หากพบอาการดังกล่าว ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ณัฐวุฒิ รอดอนันต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมองเห็น โรงพยาบาลศิริราช ได้กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า ทางที่ดีผู้ป่วยเบาหวานควรเข้ารับการตรวจจอตาทุก ๆ 6 เดือน เพื่อจะได้รักษาโรคเบาหวานขึ้นจอตาอย่างทันท่วงที

เกร็ดสุขภาพ : Dangerous 6 โทษจากนอนไม่หลับ

Dangerous 6 โทษจากนอนไม่หลับ
ทุกคนรู้ว่า การนอนหลับสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างมาก แต่หลายคนไม่รู้ว่า ถ้านอนไม่หลับ จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ชีวจิตปักษ์นี้จึงนำมาบอกเล่า (ขู่) ให้รู้ ดังนี้ 1. เพิ่มความอยากกินอาหารขยะ เพราะการนอนไม่หลับมีผลกระทบต่อสมองส่วนเชื่อมโยงอาหารที่ร่างกายต้องการ ทำให้เราฟังเสียงจากร่างกายไม่ได้ ทำให้กินตามใจปาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสมองส่วนอะมิกดาลา ซึ่งเป็นตัวควบคุมความอยากอาหาร ทำให้เราอยากกินนั่นนี่ตลอดเวลา 2. ทำลายผิวพรรณ หากนอนไม่หลับ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวทำลายคอลลาเจน การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ตีพิพม์ใน Journal of Investigative Dermatology กล่าวว่า การนอนไม่หลับเป็นสาเหตุสำคัญทำให้สุขภาพผิวเสีย แลดูแก่ก่อนวัย 3. ทำลายความจำ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เบิร์คลี่ รายงานไว้ในวารสาร Nature Neuroscience ว่า หากนอนไม่หลับความจำจะติดอยู่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งช่วยจัดระเยียบให้ความจำ ฉะนั้นหากไม่แก้ไข ต่อไปก็จะกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมก่อนวัย 4. สมรรถภาพทางเพศเสื่อม วารสาร Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism รายงานว่า ผู้ชายร้อยละ 50 ที่มีอาการนอนไม่หลับ จะมีความต้องการทางเพศลดลง 5. ทำป่วยโรคหัวใจ เพราะการนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมงจะช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนและสารเคมีต่างๆในร่างกาย ซึ่งหลายตัวนั้นมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ฉะนั้นหากเกิดการทำงานรวนขึ้นมา สุขภาพหัวใจจะพลอยแย่ไปด้วย 6. เสี่ยงตายเร็ว นอกจากโรคหัวใจที่อาจพิฆาตชีวิตคุณแล้ว จากการศึกษาที่ตีพิพม์ในวารสาร Sleep พบว่าผู้ที่นอนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมงเป็นประจำ จะมีอายุสั้นลง 14 ปี ถ้ากลัวปัญหาสุขภาพเหล่านี้ รีบย้อนกลับไปอ่านคอลัมน์เรื่องพิเศษปักษ์ที่ผ่านมา (375 วันที่ 16 พฤษภาคม) เพื่อการนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพ นำไปสู่สุขภาพกายและใจแข็งแรง

สูตรอาหาร : ยำต้นอ่อนทานตะวัน

ยำต้นอ่อนทานตะวัน
เนื่องจากคนสวยไปเที่ยวเขาใหญ่มา แล้วเผอิญได้มีโอกาสชิม “ยำต้นอ่อนทานตะวัน” ซึ่งรสชาติอร่อยเป็นอย่างมาก จึงคิดถึงคุณผู้อ่านจับใจ จนต้องเก็บสูตรมาบอกต่อ ก่อนอื่นต้องบอกเคล็ดลับความอร่อยเสียแต่เนิ่นๆคือ ต้องเลือกต้นอ่อนทานตะวันที่สดใหม่ ใบสีเขียวอ่อน ลำต้นอวบน้ำ ไม่มีรอยช้ำ จึงจะนำมาทำยำได้อร่อยถูกใจ จากนั้นปรุงรสให้เปรี้ยวนำ หวานตาม เผ็ดเล็กน้อย สไตล์อาหารชีวจิต ก็จะเป็นเมนูบำรุงสุขภาพชั้นยอด ทั้งจากคุณค่าของต้นอ่อนทานตะวันที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และบำรุงผิวพรรณ และน้ำมะนาวรสเปรี้ยวช่วยระบบไหลเวียนโลหิต กินอร่อย แถมช่วยชะลอวัย ห่างไกลโรคได้อย่างนี้ ต้องลงมือทำกันค่ะ ส่วนผสม ต้นอ่อนทานตะวัน 3 ขีด กุ้งชีแฮ้แกะเปลือกผ่าหลัง ชักเส้นดำออก 5-6 ตัว พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเป็นเส้นยาวเล็กๆ 2 เม็ด ถั่วลิสงคั่ว ½ ถ้วย กุ้งแห้งตำละเอียด ½ ถ้วย น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอยละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ หอมเล็กซอยละเอียด 5 หัว เกลือป่นเล็กน้อย น้ำมันพืชเล็กน้อย วิธีทำ 1.หมักกุ้งกับเกลือพักไว้สักครู่ เทน้ำมันลงในกระทะ นำกุ้งลงจี่จนสุก ตักขึ้นพักไว้ 2.ทำน้ำยำ โดยผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนูลงไป พักไว้ 3.เทต้นอ่อนทานตะวันใส่ชาม ตามด้วยพริกชี้ฟ้าแดง กุ้งแห้ง และถั่วลิสง 4.เทน้ำยำที่ผสมไว้แล้วลงไป ค่อยๆใช้ส้อมเคล้าน้ำยำและส่วนผสมให้เข้ากัน 5.โรยหอมเล็กลงไป ตักใส่จาน วางกุ้งย่างตกแต่งด้านบน พร้อมเสิร์ฟ

เกร็ดสุขภาพ : Change Life Style แก้อารมณ์แปรปรวน

Change Life Style แก้อารมณ์แปรปรวน
เพื่อนหลายคนอยากให้ตำรวจจับคนใกล้ตัว ข้อหาอารมณ์แปรปรวนเหลือเกิน เดี๋ยวหวานเจี๊ยบ เดี๋ยวผีเข้า รับมือยาก ใช้ชีวิตอยู่ด้วยก็ลำเค็ญ ถ้าเป็นโรคไบโพล่าร์หรืออารมณ์สองขั้วก็ยังว่าป่วย ต้องให้คุณหมอช่วย แต่ไอ้รายที่เข้าขั้นยังไม่ป่วย แต่อาการหนักนี่สิ แหม...ตำรวจอยู่ไหน! สุดท้ายจึงหันมาพึ่งชีวจิต มีวิธีช่วยไหม ง่ายๆ แต่ให้ผลชะงัด...เลยตอบไปว่ามีจ้ะ...ดังต่อไปนี้ 1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้อารมณ์นิ่ง จิตใจมั่นคง และช่วยคลายเครียด เพราะระหว่างออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารสุขขึ้นมา ช่วปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ 2. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยลดอัตราความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ 3. งดแอลกอฮอล เพราะแอลกอฮอลคือตัวกระตุ้นให้อารมณ์แปรปรวน เพิ่มความเครียด เสี่ยงต่อพฤติกรรมเปลี่ยน 4. กินไขมันปลาจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มการทำงานของสมองในส่วนการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ไขมันปลามีมากใน ปลาทูน่า เฮอร์ริ่ง แมคเคอเรล แซลมอน และซาร์ดีน บอกให้คนใกล้ตัวปรับไลฟ์สไตล์ เพื่อเปลี่ยนแปลงภาวะอารมณ์ แล้วอะไรๆ ในชีวิตจะง่ายขึ้น

นิตยสาร ชีวจิต

ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ ป่วยก็ต้องอ่านไม่ป่วยก็ต้องอ่าน

ดูฉบับทั้งหมด


บุคคล

#กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม (เจเจ)#กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา#กันต์ กันตถาวร#ชลิตา ส่วนเสน่ห์ (น้ำตาล)#ณภัทร เสียงสมบุญ (นาย)#ณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่)#อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ญาญ่า)#มาริโอ้ เมาเร่อ (โอ้)#จรินทร์พร จุนเกียรติ (เต้ย)#พาขวัญ สหวงษ์ (มะลิ)#อารยา เอ ฮาร์เก็ต (ชมพู่)#พัชราภา ไชยเชื้อ (อั้ม)#ตรีชฎา มาลยาภรณ์ (ปอย)#ดาวิกา โฮร์เน่ (ใหม่)#ปริญ สุภารัตน์ (หมาก)#คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ (คิม)#เจษฎาภรณ์ ผลดี (ติ๊ก)#จิรายุ ตั้งศรีสุข (เจมส์จิ)#ศุกลวัฒน์ คณารศ (เวียร์)#ราณี แคมเปน (เบลล่า)#ณัฐ ศักดาทร (นัท AF4)#ปราชญา เรืองโรจน์ (สิงโต)#พีรวัส แสงโพธิรัตน์ (คริส)#ลลนา ก้องธรนินทร์ (เจี๊ยบ)#ภูภูมิ พงศ์ภาณุ (เคน)